เปิดตัวแบบคัดกรองอัลไซเมอร์ผ่านไอแพด-แอนดรอยด์ครั้งแรกในไทย!

เปิดตัวโปรแกรมคัดกรองความเสี่ยงป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์จากเซลล์สมองฝ่อง่ายๆ ผ่านเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ใช้ได้ในไอแพด แอนดรอยด์ ขนาดจอ 7 นิ้ว นับเป็นครั้งแรกในไทย ผู้ป่วยและญาติใช้ทดสอบได้ด้วยตนเอง เพียง 11 ข้อคำถาม ดาวน์โหลดฟรีจากเว็บไซต์ของทางมูลนิธิอัลไซเมอร์ฯ www.alz.or.th และเว็บไซต์ของทีเซลส์ ที่ www.tcels.or.th

หากพบมีความเสี่ยง 4 ข้อขึ้นไป ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใกล้บ้าน เผยโรคนี้ยังไม่มียารักษาหายขาด คาดขณะนี้ผู้สูงอายุไทยเสี่ยงป่วยโรคนี้กว่า 8 แสนคน คาดในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นและมีความเป็นได้สูงที่จะพบโรคนี้ในผู้ที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดผิดปกติ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคุณหญิงอุไรวรรณ ศิรินุพงศ์ รองประธานมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย และศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ กรรมการเลขานุการมูลินิธิฯ เปิดงาน“สร้างสรรค์สังคมไทยห่างไกลอัลไซเมอร์ ครั้งที่ 5” จัดโดยมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือทีเซลส์ (tcels) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยรู้จักโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่เกิดจากเซลประสาทสมองฝ่อ เรียกว่าอัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุไทยพบได้ร้อยละ 30 และร่วมมือกันแก้ไขป้องกันหรือชะลอการป่วยให้ช้าที่สุด กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องโรคอัลไซเมอร์ บริการตรวจคัดกรองความจำและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเล่นเกมส์ฝึกการใช้สมอง โปรแกรมคำนวณอายุสมอง นิทรรศการเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น สอนทำยาหม่อง สาธิตการเต้นป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ตลอดจนแบ่งกลุ่มเล่นกีฬาสี และบรรยายพิเศษให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมผ่านทางภาพยนตร์

นพ.ชลน่า กล่าวว่า โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดที่พบมากที่สุด และกำลังเป็นปัญหาที่คุกคามคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัว ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งพบมาก จากสถิติโลกพบได้ในผู้สูงอายุ 60ปีขึ้นไปร้อยละ 10 ปัจจุบันมีผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 33.9 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าในอีก 40 ปีข้างหน้า สำหรับในประเทศไทยซึ่งมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งหมด 8.3 ล้านคน คาดว่าจะมีผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ประมาณ 8.3 แสนคน และคาดการณ์ได้ว่าโรคนี้จะเป็นปัญหารุนแรงขึ้นในอนาคต มีแนวโน้มพบในผู้ที่อายุต่ำกว่า 60 ปีได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่นำไปสู่ความผิดปกติของหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไขมันสูง ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงสำคัญที่อาจเกิดเซลล์สมองฝ่อเร็วกว่าคนทั่วไป

อาการสำคัญของโรคนี้ที่สำคัญคือ ความจำบกพร่อง ไม่สามารถทำงานหรือกิจวัตรตามปกติได้ เนื่องจากเซลล์ประสาทสูญเสียการทำงานทำให้ความจำเสื่อม อาการจะเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากหลงลืมเล็กน้อย มีปัญหาเรื่องการใช้ภาษา การรู้ทิศทางและเวลา จนถึงระดับที่เป็นมากมีบุคลิก อารมณ์ พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม จนถึงขั้นมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย ทำให้เกิดปัญหาต่อผู้สูงอายุและผู้ดูแล ทั้งความเครียด กังวล คุณภาพชีวิตที่ลดลง ผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ในระยะเริ่มแรกมักมีเพียงอาการหลงลืมเล็กๆน้อยๆ คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ จึงไม่ได้ให้ความสนใจ แต่เมื่ออาการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น จะมีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ หรืออาการทางจิตเวช เช่น ก้าวร้าว หลงผิด ประสาทหลอน ระแวง ซึ่งเป็นภาระอย่างมากแก่ผู้ดูแล

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า มูลนิธิอัลไซเมอร์ฯ ได้ร่วมกับทีเซลส์ พัฒนาโปรแกรมการตรวจคัดกรองผู้เสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์เป็นผลสำเร็จครั้งแรกในประเทศไทย สามารถตรวจผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารประเภทสมาร์ทโฟน เช่นไอแพด (ipad) และระบบแอนดรอยด์ (android) ที่มีขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว เพื่อให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง มองเห็นชัดเจนและตรวจประเมินได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง และได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เป็นบริการสาธารณะที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถใช้ตรวจประเมินความเสี่ยงของผู้สูงอายุในบ้านหรือตนเองว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดได้ตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของทางมูลนิธิอัลไซเมอร์ฯ www.alz.or.th และเว็บไซต์ของทีเซลส์ ที่ www.tcels.or.th โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ทั้งนี้ แบบคัดกรองที่ใช้ในแอพพลิเคชั่นดังกล่าวเป็นแบบทดสอบเบื้องต้น พัฒนาโดยศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศึกษาพัฒนามาจากเกณฑ์มาตรฐานของผู้สูงอายุไทยโดยเฉพาะ มีคำถาม 11 ข้อ ได้แก่ 1.ชอบถามคำถามเดิมซ้ำๆ 2.หลงลืมบ่อยขึ้น มีปัญหายุ่งยากเรื่องความจำระยะสั้น 3.ต้องมีคนคอยเตือนให้ทำกิจกรรมที่จำเป็น 4.ลืมวันนัด ลืมโอกาสที่สำคัญของครอบครัว เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน หรือวันหยุดพิเศษ 5.ดูซึมลง เศร้าหมอง หรือร้องไห้บ่อยกว่าเดิม 6.เริ่มมีเรื่องยุ่งยากในการคิดเลข คิดเงิน หรือลำบากมากขึ้นในการดูแลจัดการเรื่องเงินทอง 7.ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบทำ เช่น งานอดิเรกที่เคยทำ กิจกรรมสังคมที่เคยไป 8.เริ่มต้องมีคนคอยช่วยเหลือในกิจกรรมประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร 9.หงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อยขึ้น ช่างสงสัย เริ่มได้เห็น ได้ยิน เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริง 10.เริ่มมีปัญหาเรื่องทิศทาง เช่นถ้าเคยขับรถก็หลงทางบ่อย จำทางไม่ได้ ขับรถอันตราย ไม่ปลอดภัย หรือเลิกขับรถไปเลย และ11.มีความยุ่งยาก ลำบากในการหาคำพูดที่ต้องการจะพูด เรื่องชื่อคน สิ่งของไม่ถูก พูดไม่จบประโยค โดยประเมินออกเป็นคะแนน หากผลการตรวจพบว่ามีอาการตั้งแต่ 4 คะแนนขึ้นไปแสดงว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ขอให้รีบไปรับการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อยืนยันและรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ การดูแลรักษา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่มียาช่วยชะลอความรุนแรง รวมถึงควบคุมอาการต่างๆ ทางพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้

นพ.ชลน่านกล่าวย้ำเตือน ขอให้ประชาชนดูแลสมองให้ดี โดยการปฏิบัติตามข้อแนะนำเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ 8 ข้อ ดังนี้1.รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่สมอง เช่นการดื่มเหล้าจัด การกินยาโดยไม่จำเป็น2.ออกกำลังสมอง ได้แก่ การพยายามฝึกให้สมองได้คิดบ่อยๆ เช่น อ่านหนังสือเขียนหนังสือบ่อยๆ คิดเลข ดูเกมส์ตอบปัญหา ฝึกหัดการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆเป็นต้น 3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น เดินเล่นรำมวยจีน เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ เนื่องจากจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เลือดไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น เพิ่มความสามารถในการเผาผลาญออกซิเจนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ถึงร้อยละ 60 4.การพูดคุย พบปะผู้อื่นบ่อยๆ เช่น ไปวัดไปงานเลี้ยงต่างๆ หรือเข้าชมรมผู้สูงอายุ เป็นต้น5.ตรวจสุขภาพประจำปีหากมีโรคประจำตัวต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ เช่น การตรวจหาความผิดปกติ ดูแลและรักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น6.ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ ที่ก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อสมอง 7.พยายามมีสติในสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลาและ8.พยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆ ทำเพื่อคลายเครียด เนื่องจากความเครียดและอาการซึมเศร้าอาจทำให้จำอะไรได้ไม่ดีและถ้าผู้สูงอายุที่รู้ตัวว่าอาจมีปัจจัยเสี่ยงควรคัดกรองการทำหน้าที่ของสมองเพื่อประเมินความผิดปกติเป็นระยะๆ

ขอบคุณข้อมูล จาก สสส.